วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สัตตมหาสถาน : วิดีโอ สถานที่เสวยวิมุตติสุขที่ยิ่งใหญ่ทั้ง 7 พร้อมวิดีโอ




สัตตมหาสถาน หมายถึง สถานที่เสวยวิมุติสุขที่ยิ่งใหญ่ ๗ แห่ง ที่พระพุทธองค์ได้ทรงประทับเสวยวิมุตติสุข (สุขอันเกิดแต่ความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง) หลังจากตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ณ พุทธคยา แล้ว โดยแต่ละแห่งเป็นสถานที่รอบๆ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นเวลาแห่งละ ๑ สัปดาห์ รวม ๗ สัปดาห์ หรือ ๔๙ วัน เรียงตามลำดับดังต่อไปนี้

สัปดาห์ที่ ๑ : “พระแท่นวัชรอาสน์”

พระพุทธองค์ทรงประทับนั่งสมาธิที่ “พระแท่นวัชรอาสน์” หรือโพธิบัลลังก์ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ๗ วัน พระองค์ได้ทรงกำหนดนึกในพระหทัย เพื่อพิจารณาทบทวนปฏิจจสมุปบาทแบบตามลำดับตลอดปฐมยามแห่งราตรีนั้น แล้วมีพุทธอุทานว่า “ในการใดแล ธรรมทั้งหลายมาปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ ในกาลนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์ผู้นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมารู้แจ้งธรรมพร้อมด้วยเหตุ”

ในเวลากลางคืน ทรงพิจารณาทบทวนปฏิจจสมุปบาทแบบย้อนตามลำดับ คือ พิจารณาจากปลายมาจุดเริ่มแรกแล้วมีพุทธอุทานว่า “ในกาลใดแล ธรรมทั้งหลายมาปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ ในกาลนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์ย่อมสิ้นไป เพราะได้รู้แจ้งความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย”

ในปัจฉิมยาม ทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาททั้งแบบตามลำดับและย้อนตามลำดับแล้วมีพุทธอุทานว่า “ในกาลใดแล ธรรมทั้งหลายมาปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ ในกาลนั้น พราหมณ์ผู้นั้นย่อมกำจัดมารและเสนามารเสียได้ ดุจพระอาทิตย์กำจัดมืดส่องแสงสว่างอยู่ในอากาศ ฉะนั้น”

หมายเหตุ : “พระมหาเจดีย์พุทธคยา” หรือ “พระมหาโพธิเจดีย์” ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของ “ต้นพระศรีมหาโพธิ์” โดยมี “พระแท่นวัชรอาสน์” หรือ “โพธิบัลลังก์” ซึ่งมีความหมายว่า “พระที่นั่งแห่งมหาบุรุษผู้ใจเพชร” ประดิษฐานคั่นอยู่ระหว่างกลาง

“พระแท่นวัชรอาสน์” นี้ พระเจ้าอโศกมหาราชเป็นผู้ทรงดำริให้สร้างขึ้น เพื่อเป็นที่รองรับเครื่องสักการบูชาต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่แต่ละครั้งพระองค์ทรงนำมาจากพระราชวังเป็นจำนวนมากมาย โคนต้นไม้ที่เห็นในภาพนื้ คือ โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อรักษาคุ้มครองพระแท่นและต้นพระศรีมหาโพธิ์ให้ปลอดภัยจากการสัมผัสจับ ต้องของผู้เข้าชม ที่ผ่านมาเป็นจำนวนมากไม่ขาดสายในแต่ละวัน ทางการจึงสร้างกำแพงล้อมต้นพระศรีมหาโพธิ์และพระแท่นไว้ดั่งที่เห็นในภาพ กำแพงนี้ถูกตกแต่งด้วยพวงมาลัย ผ้าสีต่างๆ และสายธงทิวต่างๆ ที่ชาวพุทธนำมาบูชาผูกไว้รอบกำแพง จนผู้ชมเดินรอบฐานพระมหาเจดีย์พุทธคยาไม่สามารถมองเห็นพระแท่นได้ในระดับ สายตา

สัปดาห์ที่ ๒ : “อนิมิสเจดีย์”

พระพุทธองค์ทรงพระดำเนินไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ “ต้นพระศรีมหาโพธิ์” เมื่อได้ระยะพอควรกับการทอดพระเนตร ก็ทรงหันกลับพระพักตร์มายืนพิจารณาต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ได้ประทับตรัสรู้ อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณนั้น ทรงลืมพระเนตรโดยมิได้กระพริบเลยตลอดสัปดาห์ เพื่อทบทวนความทรงจำต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วโดยลำดับ ความหมุนเวียนผันแปรอันเกิดขึ้นตามอำนาจของสังขารจักรก็มาหยุดลงแค่นี้ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้เป็นที่ให้กำเนิดพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระสัจธรรมอันบริสุทธิ์ สามารถชำระล้างกิเลสนานาชนิดของสัตว์โลกได้อย่างศักดิ์สิทธิ์ ทรงพอพระทัยในการตรัสรู้นี้เป็นอย่างยิ่ง

สถานที่นี้จึงเรียกว่า “อนิมิสเจดีย์” หรือเจดีย์ที่ไม่กระพริบตา

สัปดาห์ที่ ๓ : “รัตนจงกรมเจดีย์”

พระพุทธองค์ทรงเสด็จมาเดินจงกรมอยู่ ๗ วัน ตรงระหว่างกลางแห่ง “อนิมิสเจดีย์” กับ “ต้นพระศรีมหาโพธิ์” ทางด้านทิศเหนือของพระวิหารมหาโพธิสังฆาราม พุทธคยา สถานที่ตรงนั้นได้ก่อฐานปูนสูงขึ้นประมาณ ๔ ฟุตจากพื้นถนน แล้วสลักหินเป็นรูปดอกบัวโตพอประมาณ ๑๙ ดอก แสดงว่าเป็นทางเดินจงกรมของพระพุทธเจ้า

สถานที่นี้จึงเรียกว่า “รัตนจงกรมเจดีย์” หรือเจดีย์แห่งทางจงกรมที่ประดับด้วยเพชรพลอย

สัปดาห์ที่ ๔ : “รัตนฆรเจดีย์”

เทวดาได้เนรมิต “เรือนแก้ว” ขึ้นทางด้านทิศเหนือของ “ต้นพระศรีมหาโพธิ์” ถวายพระพุทธเจ้า พระองค์ได้ทรงเสด็จไปประทับนั่งขัดบัลลังก์พิจารณาพระอภิธรรมปิฎกตลอดเวลา ๗ วัน

สถานที่นี้จึงเรียกว่า “รัตนฆรเจดีย์” หรือเจดีย์แห่งอาคารที่ประดับไปด้วยเพชรพลอย หรือเรือนแก้ว

สัปดาห์ที่ ๕ : “ต้นไทรอชปาลนิโครธ”

พระพุทธองค์ทรงเสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชราไปยัง “ต้นไทรอชปาลนิโครธ” หรือต้นไทรของผู้เลี้ยงแพะ ประทับอยู่ ๗ วัน ขณะเสวยวิมุตติสุขอยู่ ธิดาพญามาร ๓ ตน คือ นางราคะ นางอรตี และนางตัณหา ได้อาสาผู้เป็นบิดาเข้าไปประเล้าประโลมด้วยเสน่ห์กามคุณต่างๆ นานา แต่พระพุทธองค์ไม่ทรงเอาพระทัยใส่ กลับขับไล่ไปเสีย แสดงถึงบุคลิกลักษณะอันประเสริฐของผู้ชนะตนได้แล้ว จะไม่ยอมกลับเป็นผู้แพ้อีก

สัปดาห์ที่ ๖ : “สระมุจลินท์”

พระพุทธองค์ทรงเสด็จประทับเสวยวิมุตติสุข ณ “สระมุจลินท์” หรือสระราชาแห่งต้นมุจละ (มุจลินท์เป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่ง คือ ไม้จิก ในปัจจุบัน ทั้ง “สระมุจลินท์” และ “ต้นมุจลินท์” ไม่มีให้เห็นแล้ว มีเพียงแต่ “สระมุจลินท์จำลอง” ที่สร้างไว้ใกล้ๆ อาณาบริเวณ พระวิหารมหาโพธิสังฆาราม พุทธคยา ทั้งนี้ เพื่อกันลืมสระมุจลินท์ดั้งเดิม) ด้วยเพราะต้นมุจลินท์ขึ้นอยู่ริมสระแห่งนั้น จึงมีชื่อว่า สระมุจลินท์

เมื่อพระองค์ทรงประทับเสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่ ๕ ตลอด ๗ วันที่ใต้ต้นไทรอชปาลนิโครธแล้ว ก็ได้เสด็จมาประทับที่ใต้ต้นมุจลินท์หรือต้นจิกริมสระนี้ ตอนนั้นเกิดฝนตกหนักเจือด้วยลมหนาว เป็นฝนหลงฤดู ฝนตกพรำอยู่ ๗ วัน ๗ คืน ร้อนถึงพญานาคซึ่งอาศัยอยู่ในสระนี้ ขึ้นมาขดตัว ๗ รอบแลแผ่พังพานเพื่อจะป้องกันฝนและลมมิให้ถูกพระวรกาย (นี้เป็นกำเนิดของพระพุทธรูปางนาคปรก) ครั้นฝนหายแล้วก็คลายขนดออก จำแลงเพศเป็นชายหนุ่มมายืนเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์ พระพุทธองค์จึงได้ทรงเปล่งอุทานเป็นภาษิตที่ไพเราะจับใจ ดังนี้

“ความสงบสงัดเป็นสุขสำหรับบุคคลผู้ได้เจริญธรรมอันเห็นแล้ว ยินดีอยู่ในที่สงัด ทำให้ได้ตามรู้ตามเห็นสังขารทั้งปวงตามความเป็นจริง ทำให้สำรวมระวังตัว เลิกการเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย และสิ้นความกำหนัด คือความล่วงกามคุณทั้งหลายเสียได้ด้วยประการทั้งปวง ความละคลายการถือตน ถือว่ามีตัวมีตนให้หมดได้ เป็นความสุขอย่างยิ่ง”

สัปดาห์ที่ ๗ : “ต้นราชายตนะ (ต้นเกด)”

ในสัปดาห์ที่ ๗ สัปดาห์สุดท้ายหลังจากตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว พระพุทธองค์ทรงเสด็จประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ใต้ต้นเกด (ต้นราชายตนะ หรือต้นไม้ที่อยู่แห่งพระราชา) ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตลอด ๗ วัน โดยได้ทรงอดอาหารมาเป็นเวลา ๔๙ วัน

ณ ต้นราชายตนะ นี้เอง ได้มี พ่อค้าพานิช ๒ พี่น้องเป็นชาวพม่า ชื่อ “ตปุสสะ” กับ “ภัลลิกะ” นำเกวียน ๕๐๐ เล่ม เดินทางจากอุกกลชนบทผ่านมาทางตำบลพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าขณะทรงประทับเสวยวิมุตติสุขอยู่ใต้ต้นราชายตนะ มีพระรัศมีอันผ่องใสงดงามยิ่งนัก ก็บังเกิดความเลื่อมใส จึงนำข้าวสัตตุผง สัตตุก้อน ซึ่งเป็นเสบียงเดินทางของตนไปถวาย ขณะนั้นพระพุทธองค์ยังไม่มีบาตร ท้าวจตุมหาราชทั้ง ๔ จึงได้น้อมนำบาตรมาถวายองค์ละใบ พระพุทธองค์ทรงดำริว่าใบเดียวก็เพียงพอแก่เรา จึงทรงอธิษฐานให้บาตรทั้ง ๔ ใบนั้นประสานเข้าเป็นใบเดียวกัน แล้วทรงรับข้าวสัตตุผง สัตตุก้อนจากพ่อค้าพานิชทั้งสอง (ในทางประวัติศาสตร์ ชาวพม่าได้ไปมาค้าขายกับชาวอินเดียมาเป็นเวลาช้านานแล้ว พอออกพรรษาน้ำหยุดท่วมนอง ชาวพม่าจะบรรทุกของใส่เกวียนมาแลกสินค้ากับชาวอินเดีย กลับไปกลับมาอยู่เป็นประจำ)

หลังจากพระพุทธองค์เสวยข้าวสัตตุผง สัตตุก้อนเสร็จแล้ว ก็ทรงแสดงธรรมและประทานอนุโมทนาแก่พ่อค้าพานิชทั้งสอง เมื่อจบพระธรรมเทศนา พ่อค้าพานิชทั้งสองก็เปล่งวาจาถึงพระพุทธเจ้าและพระธรรมเป็นสรณะตลอดชีวิต ไม่เปล่งวาจาถึงพระสงฆ์ เพราะขณะนั้นยังไม่มีพระสงฆ์ ประกาศตนเป็นอุบาสกผู้ถึงรัตนะสองเป็นสรณะคู่แรกในพระพุทธศาสนา (เทฺววาจิกอุบาสก) ก่อนที่จะเดินทางต่อไป พ่อค้าพานิชทั้งสองได้กราบทูลขอสิ่งของที่ระลึกจากพระพุทธองค์เพื่อให้นำ กลับไปบูชาสักการะ

พระพุทธองค์ทรงเอาพระหัตถ์ลูบพระเศียร เส้นพระเกศา ๘ เส้นหลุดติดพระหัตถ์มา จึงทรงประทานให้แก่พ่อค้าพานิชทั้งสองไปเป็นการสนองความศรัทธาของเขา ชาวพม่าสองพี่น้องนี้ได้นำพระเกศาธาตุ ๘ เส้นนั้นกลับไปยังเมืองย่างกุ้ง บ้านเมืองของตน ครั้นพอถึงประเทศพม่าได้มีพิธีสมโภชพระเกศาธาตุนี้หลายวันหลายคืน และได้จัดสร้าง “พระมหาเจดีย์ชเวดากอง” เพื่อบรรจุพระเกศาธาตุ มาจนถึงตราบเท่าทุกวันนี้

หมายเหตุ : ข้าว “สัตตุผง” บาลีเรียกว่า “มันถะ” คือ ข้าวตากที่ตำละเอียด ส่วนข้าว “สัตตุก้อน” บาลีเรียกว่า “มธุบิณฑิกะ” คือ ข้าวตากที่ผสมน้ำผึ้งแล้วปั้นเป็นก้อนๆ



เรียบเรียงเนื้อหามาจาก : สัตตมหาสถาน สถานที่เสวยวิมุติสุขที่ยิ่งใหญ่ ๗ แห่ง/สาวิกาน้อย
www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=26&t=39332
หนังสือประวัติพระพุทธเจ้า www.dharma-gateway.com
สิ่งแรกในพระพุทธศาสนา โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก
www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=6&t=20382
ภาพบันทึกและเอื้อเฟื้อโดย คุณ Venfaa Aungsumalin
facebook ท่องถิ่นธรรม พระกรรมฐาน
www.painaima.com/board/index.php?topic=213.0
www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=26&t=39377



อานิสงส์แห่งการ ไปทำบุญสังเวชณียสถาน

การทำบุญในสังเวชนียสถาน ตามพุทธพจน์นั้น มีอานิสงส์อย่างมาก เทียบเท่ากับการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเลยทีเดียว

ข้อมูลจากพุทธพจน์มีดังนี้

    ดูกรอานนท์ สังเวชนียสถาน ๔ แห่งเหล่านี้ เป็นที่ควรเห็นของ
กุลบุตรผู้มีศรัทธา สังเวชนียสถาน ๔ แห่ง เป็นไฉน คือ
             ๑. สังเวชนียสถานอันเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาด้วยมาตาม
ระลึกว่า พระตถาคตประสูติในที่นี้ ฯ
             ๒. สังเวชนียสถานอันเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาด้วยมาตาม
ระลึกว่า พระตถาคตตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้ ฯ
             ๓. สังเวชนียสถานอันเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาด้วยมาตาม
ระลึกว่า พระตถาคตทรงยังอนุตตรธรรมจักรให้เป็นไปในที่นี้ ฯ
             ๔. สังเวชนียสถานอันเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาด้วยมาตาม
ระลึกว่า พระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในที่นี้
สังเวชนียสถาน ๔ แห่งนี้แล เป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธา ฯ

ดูกรอานนท์ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา จักมาด้วยความเชื่อว่า
พระตถาคตประสูติในที่นี้ก็ดี พระตถาคตตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้
ก็ดี พระตถาคตทรงยังอนุตรธรรมจักรให้เป็นไปในที่นี้ก็ดี พระตถาคตเสด็จ
ปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในที่นี้ก็ดี ก็ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เที่ยว
จาริกไปยังเจดีย์ มีจิตเลื่อมใสแล้ว จักทำกาละลง ชนเหล่านั้นทั้งหมดเบื้องหน้า
แต่ตายเพราะกายแตก จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ

ที่มา พระไตรปิฎก
  เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ บรรทัดที่ ๓๓๑๒ - ๓๓๓๒. หน้าที่ ๑๓๕ - ๑๓๖. http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=10&A=3312&Z=3332&pagebreak=0


สถานที่ทั้งสี่นั้นอันได้แก่

1. สวนลุมพินี  ในประเทศเนปาล 

ข้อมูลจากเว็บ wikipedia

ปัจจุบัน ลุมพินีวันได้รับการบูรณะและมีถาวรวัตถุสำคัญที่ชาวพุทธนิยมไปสักการะ คือ "เสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช" ที่ระบุว่าสถานที่นี้เป็นสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ นอกจากนี้ ยังมี "วิหารมายาเทวี" ภายในประดิษฐานภาพหินแกะสลักพระรูปพระนางสิริมหามายาประสูติพระราชโอรส โดยเป็นวิหารเก่ามีอายุร่วมสมัยกับเสาหินพระเจ้าอโศก ปัจจุบัน ทางการเนปาลได้สร้างวิหารใหม่ทับวิหารมายาเทวีหลังเก่า และได้ขุดค้นพบศิลาจารึกรูปคล้ายรอยเท้า สันนิษฐานว่าเป็นจารึกรอยเท้าก้าวที่เจ็ดของเจ้าชายสิทธัตถะที่ทรงดำเนินได้เจ็ดก้าวในวันประสูติ
ลุมพินีวันได้รับการพัฒนาจากชาวพุทธทั่วโลก โดยเฉพาะจากโครงการฟื้นฟูพุทธสถานลุมพินีวันให้เป็น "พุทธอุทยานทางประวัติศาสตร์ของโลก" ซึ่งเป็นดำริของ ฯพณฯ อู ถั่น ชาวพุทธพม่า ในสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ท่านตั้งใจเริ่มโครงการฟื้นฟูให้ลุมพินีวันเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวพุทธบนพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้ากว่า 6,000 ไร่ (ขนานตามแนวเหนือใต้) แบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนสำหรับปลูกป่าและสร้างวัดพุทธนานาชาติจากทั่วโลกกว่า 41 ประเทศ โดยโบราณสถานลุมพินีวันตั้งอยู่ทางด้านใต้ ปัจจุบัน มีวัดไทยและวัดพุทธทั่วโลกไปสร้างอยู่จำนวนมากและมีขนาดใหญ่โต เพื่อรองรับพุทธศาสนิกชนที่มาสักการะแสวงบุญ
ในปี พ.ศ. 2540 ลุมพินีวันได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก ภายใต้ชื่อ "ลุมพินี สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า" ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 21 ที่เมืองนาโปลี ประเทศอิตาลี อีกด้วย

2.สถานที่ตรัสรู้ พุทธคยา ในรัฐพิหาร (Bihar)  ประเทศอินเดียหรือเมือง กายา



รูปเจดีย์ พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ ครอบต้นศรีมหาโพธิไว้

จากพุทธพจน์

ราชกุมาร! เรานั้นเมื่อหลีกไปจากสำนักอุทกผู้รามบุตรแล้ว แสวงหาอยู่ว่าอะไรเป็นกุศล ค้นหาแต่สิ่งที่ประเสริฐฝ่ายสันติอันไม่มีอื่นยิ่งกว่า, เที่ยวจาริกไปตามลำดับหลายตำบลในมคธรัฐ จนบรรลุถึงตำบล อุรุเวลาเสนานิคม พักแรมอยู่ ณ ตำบลนั้น. ณ ที่นั้น เราได้พบภาคพื้นรมณียสถาน มีชัฏป่าเยือกเย็น แม่น้ำใสเย็นจืดสนิท มีท่าน้ำราบเรียบเป็นอันดีน่าเพลินใจ มีบ้านสำหรับโคจรตั้งอยู่โดยรอบ. ราชกุมาร! เราได้เห็นแล้ว เกิดความรู้สึกว่า "ภูมิภาคนี้น่ารื่นรมย์จริง ชัฏป่าเย็นเยือก แม่น้ำไหลใสเย็นจืดสนิท มีท่าน้ำราบเรียบเป็นอันดีน่าเพลินใจ ทั้งที่โคจรก็ตั้งอยู่โดยรอบ, ที่นี้สมควรเพื่อจะตั้งความเพียรของกุลบุตรผู้ต้องการด้วยความเพียร" ดังนี้. ราชกุมาร! เรานั่งพักอยู่ ณ ตำบลนั้นเอง ด้วยคิดว่าที่นี้สมควรแล้วเพื่อการตั้งความเพียร ดังนี้.

— 'พระไตรปิฎกสยามรัฐ โพธิราชกุมารสุตฺตํ ราชวคฺค ม. ม. ๑๓/๔๔๘/๔๙๑'



  ปัจจุบันนั้น แม่น้ำเนรัฐชรา ที่เคยอุดมสมบูรณ์นั้นแม่น้ำกลับแห้งขอด และเต็มไปด้วยความยากจน ก้นแค้น ชวนให้น่าสังเวชเป็นอย่างยิ่ง   นี่กระมังที่จะสื่อได้ชัดเจนว่า คือ สังเวชนียสถาน ให้เกิดความเห็นในความไม่เที่ยงของโลก
บริเวณด้านหน้าของ เจดีย์ที่ครอบพุทธเมตตา



พิธีกรรมในวันวิสาขบูชาโลกที่เมืองพุทธคยา เป็นที่สามัคคีของแม่ชีทั้งพุทธมหายานและเถรวาท


มีนักบวชบางกลุ่มแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ในพุทธศาสนา รับปัจจัยดุจขอทาน อนิจจังหนอ แม้เกิดในพุทธศาสนาแล้วแต่กลับไม่เห็นบาปบุญคุณโทษ ยังหากินกับสถานที่ตรัสรู้ 





ความยากจนในสลัมของรัฐพิหารรอบๆพุทธคยา ความเป้นอยู่อย่างยากจน


สภาพของแหล่งเสื่อมโทรม



แหล่งเสื่อมโทรมชวนสลดสังเวชอย่างยิ่ง



เจดีย์พุทธคยาวันฟ้าใส


สตรีชาวอินเดียในศาสนาฮินดูแต่มีความศรัทธาในพุทธบาทอย่างมาก








สถูป หนึ่งใน 7 เจดีย์ที่พระพุทธเจ้าทรงอยู่เสวยวิมุตติสุข

ชื่อว่า พุทธคยานี้เอง ถือว่าเป็นสถานที่สำคัญที่สุดในบรรดาสังเวชนียสถานทั้ง 7 สถานที่


บรรยากาศรอบๆ วันวิสาขบูชาโลก แม้จะต่างนิกาย ต่างศาสนา แต่ทุกๆคนมาเพื่อจุดประสงค์เดียวกันคือ
บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


3. สถานที่แสดง ธรรมจักกัปปวตนสูตร หรือเมือง สารนาฏ


ข้อมูลจากเว็บไซต์ วิกิพีเดีย ภาษาไทยกล่าวว่า

สารนาถในสมัยพุทธกาล เรียกกันว่า ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แปลว่า เขตป่าอภัยทานแก่สัตว์ที่เป็นที่บำเพ็ญตบะของฤษี เป็นสถานที่สงบและเป็นที่ชุมนุมของเหล่าฤษีและนักพรตต่าง ๆ ที่มาบำเพ็ญตบะและโยคะเพื่อเข้าถึงพรหมมันตามความเชื่อในคัมภีร์อุปนิษัทของพรามหณ์ ทำให้เหล่าปัญจวัคคีย์ที่ปลีกตัวมาจากเจ้าชายสิทธัตถะ ภายหลังจากที่พระองค์ทรงเลิกบำเพ็ญทุกขกริยา ได้มาบำเพ็ญตบะที่นี่แทน
หลังจากพระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา และเทศน์โปรดปัญวัคคีย์จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด


แล้วได้ทรงพักจำพรรษาแรก ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พร้อมกับเหล่าปัญจวัคคีย์ ซึ่งในระหว่างจำพรรษาแรก พระองค์ได้สาวกเพิ่มกว่า 45 องค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระยสะริวารของท่าน 44 องค์ซึ่งรวมถึงบิดามารดาและภรรยาของพระยสะ ที่ได้มาฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์และได้ยอมรับนับถือเป็นอุบาสกอุบาสิกาที่ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะคู่แรกในโลกด้วย ทำให้ในพรรษาแรกที่พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน มีพระอรหันต์ในโลกรวม 60 องค์ และองค์พระพุทธเจ้า


นอกจากนี้ ในบริเวณสารนาถ ยังเป็นสถานที่สำคัญที่พระพุทธองค์ทรงประกาศเริ่มต้นส่งให้พระสาวกกลุ่มแรกออกไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาหลังจากทรงจำพรรษาแรกแล้ว[20] (เชื่อกันว่าเป็นจุดที่เดียวกับที่พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนา คือธรรมเมกขสถูป) ดังปรากฏความตอนนี้ใน สังยุตตนิกาย สคาถวรรค[21] ว่า

...ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่าได้ไปด้วยกัน ๒ รูป โดยทางเดียวกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง...

— สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ทุติยปาสสูตรที่ ๕


4. สถานที่ปรินิพพานเมืองกุสิณารา


เมืองแห่งนี่เป็นสถานที่สุดท้ายแห่งการแสดงธรรมเทศนาของพระองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า
ในมหาปรินิพพานสูตร  เมื่อพุทธบริษัท ๔ สมบุรณ์แล้ว มารได้มาทูลพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน
ใจความสำคัญคือ   พระพุทธองค์ทรงเห้นแล้วว่า สาวกของพระองค์นั้น 'เก่ง แกล้วกล้า' มากพอ จึงกล่าวต่อมารว่า พระองค์จะดับสังขารในอีก 3 เดือนนี้

ณเวลานั้น แผ่นดินได้สั่นสะเทือนขึ้น  จนพระสาวกรู้สึกได้

พระอานนท์จึงกราบทูลถาม เมื่อทราบความเข้า ก็เสียใจเป็นอันมาก  
พระพุทธองค์ จึงกล่าวกับพระอานนท์ว่า  ได้ทรงแสดงนิมิตมาถึง 16 ครั้งก่อนจะปรินิพพาน แต่พระอานนท์กลับไม่ทราบ เนื่องมาจาก มารได้ครอบงำใจพระอานนท์นั่นเอง

ภาพจาก การ์ตูนเรื่อง พุทศาสดา





พระผู้มีพระภาคได้ตัดสินใจปรินิพพานที่เมืองกุสินารา ซึ่งเป็นเพียงเมืองเล็กๆเท่านั้น โดยมีเหตุผลดังนี้

ข้อมูลจากเว็บ วิกิพีเดีย

ในสมัยพุทธกาล เมืองกุสินาราอันเป็นที่ตั้งของสาลวโนทยานอยู่ในแคว้นมัลละ 1 ใน 16 แคว้น ซึ่งเป็นเขตการปกครองสมัยพุทธกาล โดยในสมัยนั้นแคว้นมัลละแยกเป็นสองส่วน คือ ฝ่ายเหนือมีเมืองกุสินาราเป็นเมืองหลวง เจ้าปกครองเรียกว่า "โกสินารกา" และฝ่ายใต้มีเมืองปาวาเป็นเมืองหลวง เจ้าปกครองเรียกว่า "ปาเวยยมัลลกะ" ทั้งสองเมืองนั้นตั้งอยู่ห่างกันเพียง 12 กิโลเมตร มีอำนาจในการบริหารแยกจากกัน โดยมีระบอบการปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (สามัคคีธรรม) โดยมีแม่น้ำหิรัญญวดีคั่นตรงกลาง กุสินารานั้นเมื่อเปรียบเทียบกับแคว้นอื่น ๆ ในสมัยพุทธกาล จัดว่าเป็นแคว้นเล็ก ไม่ค่อยมีความสำคัญมากนักในด้านเศรษฐกิจ ดังที่พระอานนท์ได้ทูลทักท้วงพระพุทธองค์ที่ทรงเลือกเมืองกุสินาราเป็นสถานที่ปรินิพพานไว้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์อย่าเสด็จปรินิพพานในเมืองดอนในฐานะเมืองกิ่งนี้เลย เมืองอื่นอันมีขนาดใหญ่กว่านี้ยังมีอยู่คือ จัมปา ราชคฤห์ สาวัตถี สาเกต โกสัมพี พาราณสี ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงเสด็จดับขันธปรินิพพานในเมืองเหล่านี้เถิด กษัตริย์ผู้มีอำนาจ พราหมณ์ผู้มีบารมี เศรษฐีคหบดีผู้มั่งคั่งที่เลื่อมใสในพระองค์มีมากในเมืองเหล่านี้ ท่านผู้มีอำนาจเหล่านั้นจักได้กระทำการบูชาพระสรีระของตถาคต
— พระอานนท์[35]
สถานที่ปรินิพพานของพระพุทธองค์อยู่ในพระราชอุทยานของเจ้ามัลละฝ่ายเหนือแห่งกุสินารา ชื่อว่า "อุปวตฺตนสาลวนํ" หรือ อุปวัตตนะสาลวัน ซึ่งในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า สาลวโนทยาน แปลว่า สวนป่าไม้สาละ ป่าแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำหิรัญญวดี เป็นป่าไม้สาละร่มรื่น ซึ่งหลังการปรินิพพานของพระพุทธองค์แล้ว กษัตริย์แห่งมัลละก็ได้ประดิษฐานพระพุทธสรีระไว้ ณ เมืองกุสินาราเป็นเวลากว่า 7 วัน ก่อนที่จะประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ มกุฏพันธนเจดีย์ ในวันที่ 8 แห่งพุทธปรินิพพาน
การที่พระพุทธองค์ทรงเลือกเมืองกุสินาราอันเป็นเมืองเล็กแห่งนี้เป็นสถานที่ปรินิพพาน มีหลายสาเหตุ แต่สาเหตุสำคัญ คือ ทรงทราบดีว่าเมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว พระสรีระและพระบรมสารีริกธาตุของพระองค์จักถูกแว่นแคว้นต่าง ๆ แย่งชิงไปทำการบูชา หากพระองค์ปรินิพพานในเมืองใหญ่ เมืองใหญ่เหล่านั้นอาจไม่แบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้เมืองเล็ก ๆ เช่น เมืองกุสินารา เป็นต้น ซึ่งก็เป็นความจริงเพราะหลังพระพุทธองค์ปรินิพพาน เจ้าผู้ครองแคว้นต่าง ๆ ก็ได้ยกกองทัพหลวงของตนมาล้อมเมืองกุสินาราเพื่อจะแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ แต่ด้วยความที่กุสินาราเป็นเมืองเล็ก จึงต้องยอมระงับศึกโดยแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้ทุกเมืองโดยไม่ต้องเกิดสงคราม



นับว่าพระพุทธองค์ทรงมองการณ์ไกลอย่างยิ่ง เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม จึงทรงเหนื่อยถึงเพียงนี้ เพื่อไม่ให้เกิดสงครามแย่งชิง สารีริกธาตุ

แล้วพวกเรา ศาสนิกชนชาวไทยเล่า  ตอนครูบาอาจารย์ เช่น หลวงตามหาบัว กำลังจะละสังขารนั้น มีแต่การแย่งพระสารีริกธาตุ  หนักไปกว่านั้น ยังแย่งชานหมาก หรือร้ายที่สุดคือ 'ขี้' ของหลวงตามหาบัวมา  โอ้หนอศาสนิกชน โปรดศึกษาพุทธประวัติเสียบ้างเถิด  พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในกาลสุดท้ายว่า

"อานนท์ บางทีพวกเธอพึงมีความคิดเช่นนี้ว่า ปาพจน์(ศาสนา) เมื่อพระพุทธองค์ดับขันธปรินิพพานแล้ว ไม่ควรดำริว่าพระศาสดาของเราปรินิพพานแล้ว ศาสดาของเราไม่มี ข้อนี้พวกเธอไม่พึงคิดเช่นนั้น ด้วยแท้จริงแล้ว 

ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้วและบัญญัติไว้แก่พวกเธอแล้ว ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอโดยกาลล่วงไปแห่งเรา แทนเรา"


นี่มิใช่หรือสิ่งที่ศาสนิกชนชาวพุทธควรสนใจศึกษา  มิใช่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งอสุภะ สกปรก  หลงในตัวบุคคล หากยังมิได้ปฏิบัติ ก็ยังมิเชื่อว่า ได้บูชาพระตถาคตอย่างถึงที่สุด
เมื่อถึงยามสุดท้ายของคืนนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงประทาน ปัจฉิมโอวาท ดังความว่า
"อัปปมาเทนะ สัมปาเทถะ"
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันว่าสังขารทั้งหลาย ย่อมมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตน และประโยชน์ของผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด ”
นี่แลคือกาลสุดท้ายในการปรินิพพานของพระตถาคต
 
ท่านทั้งหลายอย่าพึงประมาทอยู่เลย  การปฏิบัติตามสติปัฏฐานต่างหาก คือ ทางสายเอกที่พระพุทธองค์แนะนำไว้ จึงชื่อว่า 'พึ่งตน พึ่งธรรม' อย่างแน่นอน


    ในครั้งหน้า ผู้เขียนจะรวบรวมอานิสงส์จากการทำสิ่งเล็กๆน้อยๆต่อการบูชาพระตถาคตมาให้ในครั้งต่อไป
ขอบคุณภาพจาก wikipedia

บทสรุป


การได้ไปเยือน สังเวชนียสถานเหล่านี้ แท้จริงแล้ว การที่พระพุทธองค์แนะนำให้มาเยือนสถานที่ทั้งสี่นี้ ก็เนื่องด้วยมาจาก ปุถุชนจำนวนมากเป็นผู้ที่มีอินทรีย์อ่อน  การจะระลึกถึงสิ่งที่เป็น นามธรรมแบบ จิต เจตสิก รูป นิพพาน อันเป็นปรมัตถ์ธรรมชั้นสูงนั้น กระทำได้ยาก

หากการบูชาพระตถาคตนั้น หากเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เช่น เจดีย์ สถูป สารีริกธาตุ พระพุทธรูป ล้วนแต่เป็นสมมติบัญญัติที่ทำให้สามารถทำจิตให้เลื่อมใส เข้าถึงพุทธานุสติได้โดยง่าย   เพียงระลึกถึงพระพุทธเจ้านั้นมีอานิสงส์มากมาย ในพระไตรปิฎก ไม่ว่าจะเป็น การถวายลานเจดีย์ การบูรณะซ่อมแซม หรือการใช้ดอกไม้บูชาสถูป
พระสาวกบางท่านก็ไม่รู้จักทุกคติเลย และได้พบกับพระพุทธเจ้าในชาติสุดท้ายแล้วบรรลุอรหันต์ในที่สุด

ดังนั้น หากท่านใดมีกำลังสามารถไปได้ ก็ควรไปอย่างน้อยสักสถานที่เถิด   ผู้เขียนบล็อกไปเพียงที่เดียว ก็สัมผัสถึงความศรัทธาของผู้คนได้ และสลดสังเวช ถึงกฏแห่งไตรลักษณ์  อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา





'ดูใจ' คำนี้มาจากไหน???




จากภาพด้านบน เชื่อว่า พุทธศาสนิกชนทั้งหลายคงคุ้นเคยกันดี 

เป็นคติคำสอนที่อ้างไปถึง หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อัครเถราจารย์แห่งยุค แม่ทัพธรรมของ พระกรรมฐานโดยไปหยิบยกมาจากตอนๆหนึ่งที่ท่านพระอาจารย์มั่นเดินจงกรมในถ้ำ แล้วถูกพญานาคจ้องจับผิด

พระอาจารย์มั่นจึงกล่าวคำนี้

ของท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน มีใจความดังนี้ว่า

* การตำหนิติเตียนผู้อื่น ถึงเขาจะผิดจริงก็เป็นการก่อกวนจิตใจตนเองให้ขุ่นมัวไปด้วย ความเดือดร้อนวุ่นวายใจที่คิดตำหนิผู้อื่นจนอยู่ไม่เป็นสุขนั้น นักปราชญ์ถือเป็นความผิดและบาปกรรม ไม่มีดีเลย จะเป็นโทษให้ท่านได้สิ่งไม่พึงปรารถนามาทรมานอย่างไม่คาดฝันการกล่าวโทษผู้อื่นโดยขาดการไตร่ตรอง เป็นการสั่งสมโทษและบาปใส่ตนให้ได้รับความทุกข์ จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตน งดความเห็นที่เป็นบาปภัยแก่ตนเสีย ความทุกข์เป็นของน่าเกลียดน่ากลัว แต่สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ทำไมพอใจสร้างขึ้นเอง 


ซึ่งกลายเป็นว่า ชาวพุทธนั้นเอามาตีความว่า  เมื่อนับถือศาสนาพุทธแล้ว การติเตียน หรือตักเตือนใครก็ตามนั้นเป็นบาปหมด ไม่ว่าเขาจะผิด หรือ ถูก

จริงหรือ ว่าพระพุทธเจ้าตรัสเช่นนี้
จริงหรือว่า กฏแห่งกรรมเป้นเช่นนี้


เรามาทำความเข้าใจกันทีละอย่างก่อน


ในคำพูดของพระอาจารย์มั่นบอกเอาไว้ว่า

"...ความเดือดร้อนวุ่นวายใจที่คิดตำหนิผู้อื่นจนอยู่ไม่เป็นสุขนั้น นักปราชญ์ถือเป็นความผิดและบาปกรรม ไม่มีดีเลย..."

ชัดเจนว่า พระอาจารย์มั่นหมายถึงการติเตียนที่มีใจ 'อยุ่ไม่สุข' 

หากลองอ่านประวัติพระอาจารย์มั่น หรือหลวงตามหาบัวแล้ว จะพบว่า ท่านทั้งหลายที่เป็นพระป่า เกจิอาจารยืนั้น ก็ดุหรือ ตักเตือน ติเตียนลูกศิษย์ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง เข้ารกเข้าพงอยู่เสมอ

มาพิจารณาประโยคนี้


"การกล่าวโทษผู้อื่นโดยขาดการไตร่ตรอง เป็นการสั่งสมโทษและบาปใส่ตนให้ได้รับความทุกข์ จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตน "


 ใช่เราไม่ควร ติเตียนผู้อื่น โดยปราศจากการไตร่ตรองหรือพยาบาท จิตเกิดโทสะ นั่นเอง จึงจะเรียกว่าเป็น 'บาป' ในคำพูดประโยคนี้ของพระอาจารย์มั่น


แล้วจะพบว่า กลุ่มศิษย์รุ่นหลังนั้น ก็จะใช้คำๆนี้ เพียงส่วนเดียวมาอ้างเสมอๆ แล้วก็บอกให้คนไป ดูจิต ดูใจ   แล้วก็จะมีคำพูดที่ทำให้น่าระอายิ่งนักคือคำว่า 'ดูใจ'



นี่คือการหลงประเด็นอย่างมากที่สุด ที่แอบอ้างครูบาอาจารย์ว่า ไม่ให้ติดเตียนใครเลย 

ถ้าเช่นนั้น สังคมก็ไม่จำเป็นต้องมีตำรวจกระนั้นหรือ?
ถ้าเช่นนั้น สังคมไม่จำเป็นต้องมีอาชีพทนายความ ผู้รักษากฏหมายกระนั้นหรือ ?
ถ้าเช่นนั้น แม่ไม่มสิทธิดุด่า สั่งสอน ตักเตือนลูกเพราะจะบาป กระนั้นหรือ?
ถ้าเช่นนั้น เมื่อเห็นโจรผู้ร้าย แล้วเราเป็นพยานได้ ให้แกล้งเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ กระนั้นหรือ??


ซ้ำร้ายในปัจจุบันนั้น  จะพบข่าวของภิกษุจำนวนมาก ที่ทำตัวนอกพระธรรมวินัย ไม่ว่าจะเป็นข่าวพระมั่วสีกา  พระเป็นเกย์ พระลวนลามเณร หรือเมาเหล้า   

กลุ่มคนเหล่านี้เอง ก็ออกมาแสดงอาการไม่พอใจที่ 'คนที่นำเสนอ หรือ แฉพฤติกรรมอลัชชีชั่วเหล่านี้' แทนที่จะ ตำหนิติเตียน เหล่าอลัชชีดังกล่าว โดยอ้างว่า ทำให้ศาสนา'เสื่อมเสีย' 

ดังเช่นภาพอันนี้  ในเครือข่ายสังคมออนไลน์




จริงหรือ ที่เราเตือน หรือ แฉ หรือติเตียนพฤติกรรมนักบวชเหล่านี้เป็นบาป???



ในสมัยพุทธกาลนั้นเคยมีกรณีเช่นนี้เหมือนกัน คือกรณีของพระอุทายีที่เกี้ยวผู้หญิงสองต่อสองในที่ลับตาคน
ท่านวิสาขาเมื่อเห็นเข้าก็เข้าไปเตือน แต่พระอุทายีนั้นหาฟังไม่ นางจึงไปฟ้องพระพุทธเจ้า

ด้วยเหตุนี้จึงมีบัญญัติสิกขาบทขึ้นสังฆาทิเสสว่าด้วยการห้ามอยุ่กับมาตุคามในที่ลับตาคน




รูปนางวิสาขาจา หนังสือการ์ตูนพุทธสาวิกาของสำนักพิมพ์ อมรินทร์


และทั้งนี้ก็ได้มีพุทธพจน์ ว่าด้วยเรื่องของการติเตียนผุ้อื่นว่าดังนี้


ปัญหา คนบางคนถืออุเบกขา ไม่ยุ่งกับคนอื่น ไม่สรรเสริญผู้ควรสรรเสริญโดยกาลอันควร ไม่ติเตียนผู้ควรติเตียนโดยกาลอันควร เฉยๆ เสียสบายดีเหมือนกัน พระพุทธองค์ทรงเห็นอย่างไรในคนประเภทนี้? 

พุทธดำรัสตอบ “....ดูก่อนโปตลิยะ บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก คือ
 ผู้กล่าวติเตียนผู้ควรติเตียนโดยกาลอันควร ตามความเป็นจริง (แต่) ไม่กล่าวสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร ๑ 
ผู้กล่าวสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร (แต่) ไม่
ติเตียนตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร ๑ 
ผู้ไม่กล่าวติเตียนผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร ทั้งไม่กล่าว สรรเสริญผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร ๑ 
ผู้กล่าวติเตียนผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร ทั้งกล่าวสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร ๑ 
“ดูก่อนโปตลิยะ บรรดาบุคคล ๔ จำพวกนี้ 
บุคคลผู้กล่าวติเตียนผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร และกล่าวสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร นี้ เป็นผู้งามกว่า และประณีตกว่าบุคคล ๔ ประเภทนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมีความงาม คือความเป็นผู้รู้จักกาลในอันควรสรรเสริญและติเตียนนั้น ๆ....”

โปตลิยสูตร จ. อํ. (๑๐๐)
ตบ. ๒๑ : ๑๓๑-๑๓๔ ตท. ๒๑ : ๑๗๗-๑๗๙
ตอ. G.S. II : ๑๐๘-๑๐๙


ชัดเจนว่า แท้จริงแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า สรรเสริญการติเตียนที่ 'ถูกกาละเทศะ'  หากการติเตียนนั้น เป็นไปเพื่อมุ่งหวังให้คนที่ติเตียนนั้น  คิดได้และกลับตัวกลับใจ เลิกการกระทำนั้นเสีย
แน่นอนว่าถ้าติเตียนด้วย 'โทสะ' ก็ย่อมทำให้ใจขุ่นมัว ตามคำของท่านพระอาจารย์มั่น
แต่หาก ติเตียนโดยอิง 'อรรถ' อิงธรรม ก็ย่อมเป็นการเกื้อกูลต่อธรรมวินัย

บทสรุป


พุทธศาสนิกชนพึงไตร่ตรองเถิด  หากเอาแต่ดูใจอย่างเดียวไม่ทำอย่างอื่น แบบนี้ เท่ากับว่า ศาสนาพุทธ สอนให้คนเป็นหมาขี้แพ้กระนั้นหรือ ไม่กล้าสู้ใคร ไม่ติเตียนใคร   คิดกันอย่างนี้ทุกคน นานวันเข้ามีแต่ความเสื่อมเท่านั้น  ซ้ำร้ายทุกวันนี้ก็เห็นอยุ่แล้วว่า การดูใจ ไม่คิดต่อสู้กับความชั่วร้ายหรือหลงผิดนั้น  มีแต่เพิ่มพูลโจรผู้ร้าย เพราะคนดีนั้น 'อ่อนแอ'


ทั้งนี้ขอยก พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ห้วขึ้นมาให้พิจารณาดังนี้


"ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ..ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด
การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี
หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดี
ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อคววามเดือดร้อนวุ่นวาย" ...'พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ในพิธีเปิดงานลูกเสือแห่งชาติ ณ.ค่ายลูกเสือวชิราวุธ11/12/2512'



สมดังพุทธพจน์ ที่จะนำมาแสดงดังนี้ว่า


สังคมเลว เพราะคนดีอ่อนแอ
-บาลี ทุก. อํ. ๒๐/๘๗/๒๘๔.
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยใด พวกโจรมีกำลัง สมัยนั้นพระราชาย่อมเสื่อมกำลัง คราวนั้นทั้งพระราชาเองก็หมดความผาสุกที่จะเข้าใน ออกนอก หรือจะออกคำสั่งไปยังชนบท ชายแดน ถึงแม้พวกพราหมณ์ และคหบดีก็หมดความสะดวกที่จะเข้าใน ออกนอก หรือที่จะอำนวยการงานนอกเมือง ข้อนี้ฉันใด.
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยใด พวกภิกษุเลวทรามมีกำลัง สมัยนั้น
 หมู่ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักย่อมเสื่อมกำลัง คราวนั้น หมู่ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก จำต้องเป็นผู้นิ่ง เงียบเชียบอยู่ในท่ามกลางสงฆ์ หรือถึงกับต้องไปอยู่ตามชนบทชายแดน ฉันนั้นเหมือนกัน.
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ย่อมไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่มหาชนทั้งหลาย ไม่เป็นไปเพื่อความสุข เป็นความเสียหายแก่มหาชนเป็นอันมาก และไม่เป็นไปเพื่อความเกื้อกูล เพื่อความทุกข์ทั้งแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย.
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยใด พระราชามีกำลัง สมัยนั้น พวกโจรย่อมเสื่อมกำลัง คราวนั้น ทั้งพระราชาเอง ก็มีความผาสุกที่จะเข้าใน ออกนอก หรือจะออกคำสั่งไปยังชนบท ชายแดน ถึงแม้พวกพราหมณ์ และคหบดีก็มีความสะดวกที่จะเข้าใน ออกนอก หรือที่จะอำนวยการงานนอกเมือง ข้อนี้ฉันใด.
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยใด ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักมีกำลัง สมัยนั้น พวกภิกษุเลวทรามย่อมเสื่อมกำลัง คราวนั้น พวกภิกษุเลวทราม จำต้องเป็นผู้นิ่ง เงียบเชียบ อยู่ในท่ามกลางสงฆ์ หรือเป็นพวกที่ต้องหล่นไปเอง ฉันนั้นเหมือนกัน.
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่มหาชนทั้งหลาย ให้มหาชนมีความสุข เป็นความเจริญแก่มหาชนเป็นอันมาก และเป็นไปเพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุขทั้งแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย.

พบเห็นแล้วในปัจจุบันนี้ เพราะพวกท่านเหล่านั้นที่ชอบ ไล่คนอื่นไป 'ดูใจ' ใช่หรือไม่ ทำให้บ้านเมืองมีแต่ ผ้าเหลือง หรือ อลัชชี ที่ประพฤติพฤติกรรมโฉดชั่ว แบบไม่แคร์ญาติโยมแต่อย่างใด  เพราะคนดีชอบ 'ขัดขากันเอง' นั่นแล คือความเสื่อมของศาสนาอย่างแท้จริง

พุทธศาสนาของพระผู้มีพระภาค ไม่มีใครสามารถทำอันตรายได้ เว้นเสียแต่ว่า พุทธบริษัท ชอบขัดขากันเอง แทนที่จะประนามคนชั่ว กลับชอบแขวะคนดีกันเอง

พิจารณาโดยหัดใช้เซลล์สมองดูเองเถิด