แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธศาสนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธศาสนา แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ภิกษุคึกฤทธิ์ จาบจ้วงอรรถกถาจารย์ถ่มน้ำลายรดฟ้า



อ้างวินัยมุข เรื่อง ปาฏิโมกข์ 150 แต่ด่า นักธรรม ตรี โท เอก และ เปรียญธรรม ๑-๙ ว่า เดรัจฉานวิชชา



เชิญโหลด นวโกวาท 
ว่าเป็นดังที่พระคึกฤทธิ์พูดจริงหรือไม่


ตัวอย่าง



อคติ ๔
๑.   ลำเอียงเพราะรักใคร่กัน เรียก ฉันทาคติ
๒.   ลำเอียงเพราะไม่ชอบกัน เรียก โทสาคติ
๓.  ลำเอียงเพราะเขลา เรียก โมหาคติ
๔.  ลำเอียงเพราะกลัว เรียก ภยาคติ
อคติ ๔ ประการนี้ ไม่ควรประพฤติ




ตรงกับพุทธพจน์คือ 





[๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การถึงอคติ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน
บุคคลย่อมถึงฉันทาคติ ย่อมถึงโทสาคติ ย่อมถึงโมหาคติ ย่อมถึงภยาคติ ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย การถึงอคติ ๔ ประการนี้แล ฯ
                          ผู้ใดประพฤติล่วงธรรม เพราะความรัก ความชัง ความหลง
                          ความกลัว ยศของผู้นั้นย่อมเสื่อม เหมือนพระจันทร์ข้างแรม
                          ฉะนั้น ฯ
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย การไม่ถึงอคติ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน
บุคคลย่อมไม่ถึงฉันทาคติ ย่อมไม่ถึงโทสาคติ ย่อมไม่ถึงโมหาคติ ย่อมไม่ถึง
ภยาคติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การไม่ถึงอคติ ๔ ประการนี้แล ฯ
                          ผู้ใดไม่ประพฤติล่วงธรรม เพราะความรัก ความชัง
                          ความหลง ความกลัว ยศของผู้นั้น ย่อมเต็มเปี่ยม ดุจ
                          พระจันทร์ข้างขึ้น ฉะนั้น ฯ
จบสูตรที่ ๙
             เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ บรรทัดที่ ๔๗๐ - ๔๘๓. หน้าที่ ๒๑. http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=21&A=470&Z=483&pagebreak=0              ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :- http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=21&i=19
นี่น่ะหรือ ที่บอกว่า หลักสูตรนักธรรม ตรี โท เอก และที่พระ ปธ ๑-๙​ เรียนเดรัจฉานวิชชา??

สุดฮา เมื่อ อาจารย์ คึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง ปะทะ หลวงพ่อเกษม อาจิณโล



คลิปสุดฮา หลวงพ่อเกษมกล่าว  'คำตัวเองไม่ให้ถือ เปิดสำนักหาพ่อมึงสิคึกฤทธิ์'


[PDF] เชิญโหลด หนังสือ "โสดาบันจากพระธรรมจักร"

 เชิญโหลด หนังสือ "โสดาบันจากพระธรรมจักร" รจนาโดยพระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์

เชิญดาว์นโหลดเพื่อเป็นธรรมทาน



คลิกที่รูปเพื่อดูขนาดใหญ่



กรณีพระคึกฤทธิ์ โสติผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง บิดเบือนบาลี

คึก สติแตกเด้อ 55
ท้าตีท้าต่อย !
คึกฤทธิ์ของขึ้นกลางวัดเนินพระระยอง
ตอบคำถามสุดกวน
"ถ้าไม่เชื่อพระเจ้าอโศก ถ้างั้น ท่านห่มจีวรทำอะไร"
ตรงประเด็น "พุทธวจนะ" ไหมคะโยม
ตกลงพุทธวจนคือพระเจ้าอโศกนั่นเอง


(ลิงค์เต็ม : https://www.youtube.com/watch?v=RP4sqaOB38U )




ถามดีๆ ท้าตีท้าต่อย ถามบ่อยๆ ท้าต่อยท้าตี
ตอบคำถามโยม "จ๊ะจ๋า" ตอบปัญหาพระ "นักเลง"

Beleave in me !

ไม่ต้องแก้คำ คำของศาสดาตถาคต บริสุทธิ์บริบูรณ์อยู่ในตัวแล้ว
"สกิเทว แปลว่า เทวดาครั้งเดียว"





นี่สิ พุทธวจนะ ตัวจริง เสียงจริง
"ถ้าเกิดปัญหาให้ไปเลียขาวัดปากน้ำ"

อะฮ่ะ ! ตะทีมอมเมาเป่าหูสาวกนั้น ย้ำคิดย้ำทำ "ต้องรู้จักตั้งคำถามด้วยสติปัญญา อย่าเชื่อตามครูบาอาจารย์บอก ขนาดอรรถกถายังเชื่อไม่ได้เลยโยม ต้องเชื่อพุทธวจนะเท่านั้น" ครั้นพระสงฆ์ด้วยกันถามมั่ง ก็บันดาลโทสะตอบว่า "ถ้าไม่เชื่อ จะนุ่งผ้าเหลืองไปทำไม" แหมความจริงมันต้องสอนตัวเองสิ ว่าถ้าไม่เชื่อถือครูบาอาจารย์แล้ว "คุณจะบวชทำไม" บวชกับพระพุทธเจ้าได้ไหม

คึกฤทธิ์เอ๋ย หลังจากคลานเข้าวัดปากน้ำวันนั้น มันก็หมดค่าในสายตาปัญญาชนแล้ว เพราะมันเป็นดานนักการเมือง มิใช่นักการศาสนาแต่อย่างใดเลย ยิ่งแปลบาลีแบบ "โคตรมั่ว"

สกิเทว แปลว่า เทวดาครั้งเดียว
เล่นเอาเณรเรียนบาลีไวยากรณ์ยิงฟันกันทั้งประเทศ โถถัง ศาสดาคึกฤทธิ์โง่เง่าปานนั้นเชียวหรือ ไวยากรณ์ขั้นพื้นฐานยังไม่ผ่าน แต่สะเออะไปแปลพระไตรปิฎก มันก็แค่ "จำขี้ปากเขามาว่า" เท่านั้น คึกฤทธิ์เอ๋ย

ดูแต่วันนี้ไง ไปวัดเนินพระ คุยโวเรื่องประวัติศาสตร์พระเจ้าอโศก แบบกูรู้อยู่คนเดียว พอมีพระที่ท่านรู้เรื่องมั่งมาถาม ก็ตอบแบบสันดานดิบไปเลย สาวกพุทธวจนะน่าจะทำเป็นซีรี่แจกจ่ายทั่วโลกนะ จะได้เอาไว้พิจารณา "สันดาน" อาจารย์ของตัวเอง

ว่าแต่ก็น่าสงสาร "กองทัพไทย" นะ มีบุคคลากรระดับ "นายพัน" มาบวช ตั้งตนเองเป็นศาสดาแห่งพุทธวจน แต่โง่ไม่พอ ยังอันธพาลอีก "บิ๊กตู่" ไม่เชิญไปอบรมทหารในกองทัพเหรอ เด็ดๆ ขาดๆ แบบนี้ รับรองว่าใครเถียงเป็นโดนเบิ๊ดกะโหลก

เสาอโศกที่ลุมพินี หนึ่งในอนุสรณ์สถานของพระเจ้าอโศก ในการเสด็จเยือนพุทธภูมิ ซึ่งก็มีจารึกบอกเพียงเรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์ไว้เพียงนิดหน่อยเท่านั้น แต่คึกฤทธิ์กลับแปลงสารเสียใหญ่โตว่า "เป็นจารึกพุทธวจนะ" ไม่รู้ว่าเคยไปอินเดียและเนปาลหรือเปล่า หรือว่าเอาแต่ไปเที่ยวเท่านั้น

ขอบคุณข่าวจาก
อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

18 พฤศจิกายน 2557

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สัตตมหาสถาน : วิดีโอ สถานที่เสวยวิมุตติสุขที่ยิ่งใหญ่ทั้ง 7 พร้อมวิดีโอ




สัตตมหาสถาน หมายถึง สถานที่เสวยวิมุติสุขที่ยิ่งใหญ่ ๗ แห่ง ที่พระพุทธองค์ได้ทรงประทับเสวยวิมุตติสุข (สุขอันเกิดแต่ความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง) หลังจากตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ณ พุทธคยา แล้ว โดยแต่ละแห่งเป็นสถานที่รอบๆ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นเวลาแห่งละ ๑ สัปดาห์ รวม ๗ สัปดาห์ หรือ ๔๙ วัน เรียงตามลำดับดังต่อไปนี้

สัปดาห์ที่ ๑ : “พระแท่นวัชรอาสน์”

พระพุทธองค์ทรงประทับนั่งสมาธิที่ “พระแท่นวัชรอาสน์” หรือโพธิบัลลังก์ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ๗ วัน พระองค์ได้ทรงกำหนดนึกในพระหทัย เพื่อพิจารณาทบทวนปฏิจจสมุปบาทแบบตามลำดับตลอดปฐมยามแห่งราตรีนั้น แล้วมีพุทธอุทานว่า “ในการใดแล ธรรมทั้งหลายมาปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ ในกาลนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์ผู้นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมารู้แจ้งธรรมพร้อมด้วยเหตุ”

ในเวลากลางคืน ทรงพิจารณาทบทวนปฏิจจสมุปบาทแบบย้อนตามลำดับ คือ พิจารณาจากปลายมาจุดเริ่มแรกแล้วมีพุทธอุทานว่า “ในกาลใดแล ธรรมทั้งหลายมาปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ ในกาลนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์ย่อมสิ้นไป เพราะได้รู้แจ้งความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย”

ในปัจฉิมยาม ทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาททั้งแบบตามลำดับและย้อนตามลำดับแล้วมีพุทธอุทานว่า “ในกาลใดแล ธรรมทั้งหลายมาปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ ในกาลนั้น พราหมณ์ผู้นั้นย่อมกำจัดมารและเสนามารเสียได้ ดุจพระอาทิตย์กำจัดมืดส่องแสงสว่างอยู่ในอากาศ ฉะนั้น”

หมายเหตุ : “พระมหาเจดีย์พุทธคยา” หรือ “พระมหาโพธิเจดีย์” ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของ “ต้นพระศรีมหาโพธิ์” โดยมี “พระแท่นวัชรอาสน์” หรือ “โพธิบัลลังก์” ซึ่งมีความหมายว่า “พระที่นั่งแห่งมหาบุรุษผู้ใจเพชร” ประดิษฐานคั่นอยู่ระหว่างกลาง

“พระแท่นวัชรอาสน์” นี้ พระเจ้าอโศกมหาราชเป็นผู้ทรงดำริให้สร้างขึ้น เพื่อเป็นที่รองรับเครื่องสักการบูชาต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่แต่ละครั้งพระองค์ทรงนำมาจากพระราชวังเป็นจำนวนมากมาย โคนต้นไม้ที่เห็นในภาพนื้ คือ โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อรักษาคุ้มครองพระแท่นและต้นพระศรีมหาโพธิ์ให้ปลอดภัยจากการสัมผัสจับ ต้องของผู้เข้าชม ที่ผ่านมาเป็นจำนวนมากไม่ขาดสายในแต่ละวัน ทางการจึงสร้างกำแพงล้อมต้นพระศรีมหาโพธิ์และพระแท่นไว้ดั่งที่เห็นในภาพ กำแพงนี้ถูกตกแต่งด้วยพวงมาลัย ผ้าสีต่างๆ และสายธงทิวต่างๆ ที่ชาวพุทธนำมาบูชาผูกไว้รอบกำแพง จนผู้ชมเดินรอบฐานพระมหาเจดีย์พุทธคยาไม่สามารถมองเห็นพระแท่นได้ในระดับ สายตา

สัปดาห์ที่ ๒ : “อนิมิสเจดีย์”

พระพุทธองค์ทรงพระดำเนินไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ “ต้นพระศรีมหาโพธิ์” เมื่อได้ระยะพอควรกับการทอดพระเนตร ก็ทรงหันกลับพระพักตร์มายืนพิจารณาต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ได้ประทับตรัสรู้ อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณนั้น ทรงลืมพระเนตรโดยมิได้กระพริบเลยตลอดสัปดาห์ เพื่อทบทวนความทรงจำต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วโดยลำดับ ความหมุนเวียนผันแปรอันเกิดขึ้นตามอำนาจของสังขารจักรก็มาหยุดลงแค่นี้ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้เป็นที่ให้กำเนิดพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระสัจธรรมอันบริสุทธิ์ สามารถชำระล้างกิเลสนานาชนิดของสัตว์โลกได้อย่างศักดิ์สิทธิ์ ทรงพอพระทัยในการตรัสรู้นี้เป็นอย่างยิ่ง

สถานที่นี้จึงเรียกว่า “อนิมิสเจดีย์” หรือเจดีย์ที่ไม่กระพริบตา

สัปดาห์ที่ ๓ : “รัตนจงกรมเจดีย์”

พระพุทธองค์ทรงเสด็จมาเดินจงกรมอยู่ ๗ วัน ตรงระหว่างกลางแห่ง “อนิมิสเจดีย์” กับ “ต้นพระศรีมหาโพธิ์” ทางด้านทิศเหนือของพระวิหารมหาโพธิสังฆาราม พุทธคยา สถานที่ตรงนั้นได้ก่อฐานปูนสูงขึ้นประมาณ ๔ ฟุตจากพื้นถนน แล้วสลักหินเป็นรูปดอกบัวโตพอประมาณ ๑๙ ดอก แสดงว่าเป็นทางเดินจงกรมของพระพุทธเจ้า

สถานที่นี้จึงเรียกว่า “รัตนจงกรมเจดีย์” หรือเจดีย์แห่งทางจงกรมที่ประดับด้วยเพชรพลอย

สัปดาห์ที่ ๔ : “รัตนฆรเจดีย์”

เทวดาได้เนรมิต “เรือนแก้ว” ขึ้นทางด้านทิศเหนือของ “ต้นพระศรีมหาโพธิ์” ถวายพระพุทธเจ้า พระองค์ได้ทรงเสด็จไปประทับนั่งขัดบัลลังก์พิจารณาพระอภิธรรมปิฎกตลอดเวลา ๗ วัน

สถานที่นี้จึงเรียกว่า “รัตนฆรเจดีย์” หรือเจดีย์แห่งอาคารที่ประดับไปด้วยเพชรพลอย หรือเรือนแก้ว

สัปดาห์ที่ ๕ : “ต้นไทรอชปาลนิโครธ”

พระพุทธองค์ทรงเสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชราไปยัง “ต้นไทรอชปาลนิโครธ” หรือต้นไทรของผู้เลี้ยงแพะ ประทับอยู่ ๗ วัน ขณะเสวยวิมุตติสุขอยู่ ธิดาพญามาร ๓ ตน คือ นางราคะ นางอรตี และนางตัณหา ได้อาสาผู้เป็นบิดาเข้าไปประเล้าประโลมด้วยเสน่ห์กามคุณต่างๆ นานา แต่พระพุทธองค์ไม่ทรงเอาพระทัยใส่ กลับขับไล่ไปเสีย แสดงถึงบุคลิกลักษณะอันประเสริฐของผู้ชนะตนได้แล้ว จะไม่ยอมกลับเป็นผู้แพ้อีก

สัปดาห์ที่ ๖ : “สระมุจลินท์”

พระพุทธองค์ทรงเสด็จประทับเสวยวิมุตติสุข ณ “สระมุจลินท์” หรือสระราชาแห่งต้นมุจละ (มุจลินท์เป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่ง คือ ไม้จิก ในปัจจุบัน ทั้ง “สระมุจลินท์” และ “ต้นมุจลินท์” ไม่มีให้เห็นแล้ว มีเพียงแต่ “สระมุจลินท์จำลอง” ที่สร้างไว้ใกล้ๆ อาณาบริเวณ พระวิหารมหาโพธิสังฆาราม พุทธคยา ทั้งนี้ เพื่อกันลืมสระมุจลินท์ดั้งเดิม) ด้วยเพราะต้นมุจลินท์ขึ้นอยู่ริมสระแห่งนั้น จึงมีชื่อว่า สระมุจลินท์

เมื่อพระองค์ทรงประทับเสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่ ๕ ตลอด ๗ วันที่ใต้ต้นไทรอชปาลนิโครธแล้ว ก็ได้เสด็จมาประทับที่ใต้ต้นมุจลินท์หรือต้นจิกริมสระนี้ ตอนนั้นเกิดฝนตกหนักเจือด้วยลมหนาว เป็นฝนหลงฤดู ฝนตกพรำอยู่ ๗ วัน ๗ คืน ร้อนถึงพญานาคซึ่งอาศัยอยู่ในสระนี้ ขึ้นมาขดตัว ๗ รอบแลแผ่พังพานเพื่อจะป้องกันฝนและลมมิให้ถูกพระวรกาย (นี้เป็นกำเนิดของพระพุทธรูปางนาคปรก) ครั้นฝนหายแล้วก็คลายขนดออก จำแลงเพศเป็นชายหนุ่มมายืนเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์ พระพุทธองค์จึงได้ทรงเปล่งอุทานเป็นภาษิตที่ไพเราะจับใจ ดังนี้

“ความสงบสงัดเป็นสุขสำหรับบุคคลผู้ได้เจริญธรรมอันเห็นแล้ว ยินดีอยู่ในที่สงัด ทำให้ได้ตามรู้ตามเห็นสังขารทั้งปวงตามความเป็นจริง ทำให้สำรวมระวังตัว เลิกการเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย และสิ้นความกำหนัด คือความล่วงกามคุณทั้งหลายเสียได้ด้วยประการทั้งปวง ความละคลายการถือตน ถือว่ามีตัวมีตนให้หมดได้ เป็นความสุขอย่างยิ่ง”

สัปดาห์ที่ ๗ : “ต้นราชายตนะ (ต้นเกด)”

ในสัปดาห์ที่ ๗ สัปดาห์สุดท้ายหลังจากตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว พระพุทธองค์ทรงเสด็จประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ใต้ต้นเกด (ต้นราชายตนะ หรือต้นไม้ที่อยู่แห่งพระราชา) ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตลอด ๗ วัน โดยได้ทรงอดอาหารมาเป็นเวลา ๔๙ วัน

ณ ต้นราชายตนะ นี้เอง ได้มี พ่อค้าพานิช ๒ พี่น้องเป็นชาวพม่า ชื่อ “ตปุสสะ” กับ “ภัลลิกะ” นำเกวียน ๕๐๐ เล่ม เดินทางจากอุกกลชนบทผ่านมาทางตำบลพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าขณะทรงประทับเสวยวิมุตติสุขอยู่ใต้ต้นราชายตนะ มีพระรัศมีอันผ่องใสงดงามยิ่งนัก ก็บังเกิดความเลื่อมใส จึงนำข้าวสัตตุผง สัตตุก้อน ซึ่งเป็นเสบียงเดินทางของตนไปถวาย ขณะนั้นพระพุทธองค์ยังไม่มีบาตร ท้าวจตุมหาราชทั้ง ๔ จึงได้น้อมนำบาตรมาถวายองค์ละใบ พระพุทธองค์ทรงดำริว่าใบเดียวก็เพียงพอแก่เรา จึงทรงอธิษฐานให้บาตรทั้ง ๔ ใบนั้นประสานเข้าเป็นใบเดียวกัน แล้วทรงรับข้าวสัตตุผง สัตตุก้อนจากพ่อค้าพานิชทั้งสอง (ในทางประวัติศาสตร์ ชาวพม่าได้ไปมาค้าขายกับชาวอินเดียมาเป็นเวลาช้านานแล้ว พอออกพรรษาน้ำหยุดท่วมนอง ชาวพม่าจะบรรทุกของใส่เกวียนมาแลกสินค้ากับชาวอินเดีย กลับไปกลับมาอยู่เป็นประจำ)

หลังจากพระพุทธองค์เสวยข้าวสัตตุผง สัตตุก้อนเสร็จแล้ว ก็ทรงแสดงธรรมและประทานอนุโมทนาแก่พ่อค้าพานิชทั้งสอง เมื่อจบพระธรรมเทศนา พ่อค้าพานิชทั้งสองก็เปล่งวาจาถึงพระพุทธเจ้าและพระธรรมเป็นสรณะตลอดชีวิต ไม่เปล่งวาจาถึงพระสงฆ์ เพราะขณะนั้นยังไม่มีพระสงฆ์ ประกาศตนเป็นอุบาสกผู้ถึงรัตนะสองเป็นสรณะคู่แรกในพระพุทธศาสนา (เทฺววาจิกอุบาสก) ก่อนที่จะเดินทางต่อไป พ่อค้าพานิชทั้งสองได้กราบทูลขอสิ่งของที่ระลึกจากพระพุทธองค์เพื่อให้นำ กลับไปบูชาสักการะ

พระพุทธองค์ทรงเอาพระหัตถ์ลูบพระเศียร เส้นพระเกศา ๘ เส้นหลุดติดพระหัตถ์มา จึงทรงประทานให้แก่พ่อค้าพานิชทั้งสองไปเป็นการสนองความศรัทธาของเขา ชาวพม่าสองพี่น้องนี้ได้นำพระเกศาธาตุ ๘ เส้นนั้นกลับไปยังเมืองย่างกุ้ง บ้านเมืองของตน ครั้นพอถึงประเทศพม่าได้มีพิธีสมโภชพระเกศาธาตุนี้หลายวันหลายคืน และได้จัดสร้าง “พระมหาเจดีย์ชเวดากอง” เพื่อบรรจุพระเกศาธาตุ มาจนถึงตราบเท่าทุกวันนี้

หมายเหตุ : ข้าว “สัตตุผง” บาลีเรียกว่า “มันถะ” คือ ข้าวตากที่ตำละเอียด ส่วนข้าว “สัตตุก้อน” บาลีเรียกว่า “มธุบิณฑิกะ” คือ ข้าวตากที่ผสมน้ำผึ้งแล้วปั้นเป็นก้อนๆ



เรียบเรียงเนื้อหามาจาก : สัตตมหาสถาน สถานที่เสวยวิมุติสุขที่ยิ่งใหญ่ ๗ แห่ง/สาวิกาน้อย
www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=26&t=39332
หนังสือประวัติพระพุทธเจ้า www.dharma-gateway.com
สิ่งแรกในพระพุทธศาสนา โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก
www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=6&t=20382
ภาพบันทึกและเอื้อเฟื้อโดย คุณ Venfaa Aungsumalin
facebook ท่องถิ่นธรรม พระกรรมฐาน
www.painaima.com/board/index.php?topic=213.0
www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=26&t=39377



'ดูใจ' คำนี้มาจากไหน???




จากภาพด้านบน เชื่อว่า พุทธศาสนิกชนทั้งหลายคงคุ้นเคยกันดี 

เป็นคติคำสอนที่อ้างไปถึง หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อัครเถราจารย์แห่งยุค แม่ทัพธรรมของ พระกรรมฐานโดยไปหยิบยกมาจากตอนๆหนึ่งที่ท่านพระอาจารย์มั่นเดินจงกรมในถ้ำ แล้วถูกพญานาคจ้องจับผิด

พระอาจารย์มั่นจึงกล่าวคำนี้

ของท่านหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน มีใจความดังนี้ว่า

* การตำหนิติเตียนผู้อื่น ถึงเขาจะผิดจริงก็เป็นการก่อกวนจิตใจตนเองให้ขุ่นมัวไปด้วย ความเดือดร้อนวุ่นวายใจที่คิดตำหนิผู้อื่นจนอยู่ไม่เป็นสุขนั้น นักปราชญ์ถือเป็นความผิดและบาปกรรม ไม่มีดีเลย จะเป็นโทษให้ท่านได้สิ่งไม่พึงปรารถนามาทรมานอย่างไม่คาดฝันการกล่าวโทษผู้อื่นโดยขาดการไตร่ตรอง เป็นการสั่งสมโทษและบาปใส่ตนให้ได้รับความทุกข์ จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตน งดความเห็นที่เป็นบาปภัยแก่ตนเสีย ความทุกข์เป็นของน่าเกลียดน่ากลัว แต่สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ทำไมพอใจสร้างขึ้นเอง 


ซึ่งกลายเป็นว่า ชาวพุทธนั้นเอามาตีความว่า  เมื่อนับถือศาสนาพุทธแล้ว การติเตียน หรือตักเตือนใครก็ตามนั้นเป็นบาปหมด ไม่ว่าเขาจะผิด หรือ ถูก

จริงหรือ ว่าพระพุทธเจ้าตรัสเช่นนี้
จริงหรือว่า กฏแห่งกรรมเป้นเช่นนี้


เรามาทำความเข้าใจกันทีละอย่างก่อน


ในคำพูดของพระอาจารย์มั่นบอกเอาไว้ว่า

"...ความเดือดร้อนวุ่นวายใจที่คิดตำหนิผู้อื่นจนอยู่ไม่เป็นสุขนั้น นักปราชญ์ถือเป็นความผิดและบาปกรรม ไม่มีดีเลย..."

ชัดเจนว่า พระอาจารย์มั่นหมายถึงการติเตียนที่มีใจ 'อยุ่ไม่สุข' 

หากลองอ่านประวัติพระอาจารย์มั่น หรือหลวงตามหาบัวแล้ว จะพบว่า ท่านทั้งหลายที่เป็นพระป่า เกจิอาจารยืนั้น ก็ดุหรือ ตักเตือน ติเตียนลูกศิษย์ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง เข้ารกเข้าพงอยู่เสมอ

มาพิจารณาประโยคนี้


"การกล่าวโทษผู้อื่นโดยขาดการไตร่ตรอง เป็นการสั่งสมโทษและบาปใส่ตนให้ได้รับความทุกข์ จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตน "


 ใช่เราไม่ควร ติเตียนผู้อื่น โดยปราศจากการไตร่ตรองหรือพยาบาท จิตเกิดโทสะ นั่นเอง จึงจะเรียกว่าเป็น 'บาป' ในคำพูดประโยคนี้ของพระอาจารย์มั่น


แล้วจะพบว่า กลุ่มศิษย์รุ่นหลังนั้น ก็จะใช้คำๆนี้ เพียงส่วนเดียวมาอ้างเสมอๆ แล้วก็บอกให้คนไป ดูจิต ดูใจ   แล้วก็จะมีคำพูดที่ทำให้น่าระอายิ่งนักคือคำว่า 'ดูใจ'



นี่คือการหลงประเด็นอย่างมากที่สุด ที่แอบอ้างครูบาอาจารย์ว่า ไม่ให้ติดเตียนใครเลย 

ถ้าเช่นนั้น สังคมก็ไม่จำเป็นต้องมีตำรวจกระนั้นหรือ?
ถ้าเช่นนั้น สังคมไม่จำเป็นต้องมีอาชีพทนายความ ผู้รักษากฏหมายกระนั้นหรือ ?
ถ้าเช่นนั้น แม่ไม่มสิทธิดุด่า สั่งสอน ตักเตือนลูกเพราะจะบาป กระนั้นหรือ?
ถ้าเช่นนั้น เมื่อเห็นโจรผู้ร้าย แล้วเราเป็นพยานได้ ให้แกล้งเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ กระนั้นหรือ??


ซ้ำร้ายในปัจจุบันนั้น  จะพบข่าวของภิกษุจำนวนมาก ที่ทำตัวนอกพระธรรมวินัย ไม่ว่าจะเป็นข่าวพระมั่วสีกา  พระเป็นเกย์ พระลวนลามเณร หรือเมาเหล้า   

กลุ่มคนเหล่านี้เอง ก็ออกมาแสดงอาการไม่พอใจที่ 'คนที่นำเสนอ หรือ แฉพฤติกรรมอลัชชีชั่วเหล่านี้' แทนที่จะ ตำหนิติเตียน เหล่าอลัชชีดังกล่าว โดยอ้างว่า ทำให้ศาสนา'เสื่อมเสีย' 

ดังเช่นภาพอันนี้  ในเครือข่ายสังคมออนไลน์




จริงหรือ ที่เราเตือน หรือ แฉ หรือติเตียนพฤติกรรมนักบวชเหล่านี้เป็นบาป???



ในสมัยพุทธกาลนั้นเคยมีกรณีเช่นนี้เหมือนกัน คือกรณีของพระอุทายีที่เกี้ยวผู้หญิงสองต่อสองในที่ลับตาคน
ท่านวิสาขาเมื่อเห็นเข้าก็เข้าไปเตือน แต่พระอุทายีนั้นหาฟังไม่ นางจึงไปฟ้องพระพุทธเจ้า

ด้วยเหตุนี้จึงมีบัญญัติสิกขาบทขึ้นสังฆาทิเสสว่าด้วยการห้ามอยุ่กับมาตุคามในที่ลับตาคน




รูปนางวิสาขาจา หนังสือการ์ตูนพุทธสาวิกาของสำนักพิมพ์ อมรินทร์


และทั้งนี้ก็ได้มีพุทธพจน์ ว่าด้วยเรื่องของการติเตียนผุ้อื่นว่าดังนี้


ปัญหา คนบางคนถืออุเบกขา ไม่ยุ่งกับคนอื่น ไม่สรรเสริญผู้ควรสรรเสริญโดยกาลอันควร ไม่ติเตียนผู้ควรติเตียนโดยกาลอันควร เฉยๆ เสียสบายดีเหมือนกัน พระพุทธองค์ทรงเห็นอย่างไรในคนประเภทนี้? 

พุทธดำรัสตอบ “....ดูก่อนโปตลิยะ บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก คือ
 ผู้กล่าวติเตียนผู้ควรติเตียนโดยกาลอันควร ตามความเป็นจริง (แต่) ไม่กล่าวสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร ๑ 
ผู้กล่าวสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร (แต่) ไม่
ติเตียนตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร ๑ 
ผู้ไม่กล่าวติเตียนผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร ทั้งไม่กล่าว สรรเสริญผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร ๑ 
ผู้กล่าวติเตียนผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร ทั้งกล่าวสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร ๑ 
“ดูก่อนโปตลิยะ บรรดาบุคคล ๔ จำพวกนี้ 
บุคคลผู้กล่าวติเตียนผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร และกล่าวสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร นี้ เป็นผู้งามกว่า และประณีตกว่าบุคคล ๔ ประเภทนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมีความงาม คือความเป็นผู้รู้จักกาลในอันควรสรรเสริญและติเตียนนั้น ๆ....”

โปตลิยสูตร จ. อํ. (๑๐๐)
ตบ. ๒๑ : ๑๓๑-๑๓๔ ตท. ๒๑ : ๑๗๗-๑๗๙
ตอ. G.S. II : ๑๐๘-๑๐๙


ชัดเจนว่า แท้จริงแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า สรรเสริญการติเตียนที่ 'ถูกกาละเทศะ'  หากการติเตียนนั้น เป็นไปเพื่อมุ่งหวังให้คนที่ติเตียนนั้น  คิดได้และกลับตัวกลับใจ เลิกการกระทำนั้นเสีย
แน่นอนว่าถ้าติเตียนด้วย 'โทสะ' ก็ย่อมทำให้ใจขุ่นมัว ตามคำของท่านพระอาจารย์มั่น
แต่หาก ติเตียนโดยอิง 'อรรถ' อิงธรรม ก็ย่อมเป็นการเกื้อกูลต่อธรรมวินัย

บทสรุป


พุทธศาสนิกชนพึงไตร่ตรองเถิด  หากเอาแต่ดูใจอย่างเดียวไม่ทำอย่างอื่น แบบนี้ เท่ากับว่า ศาสนาพุทธ สอนให้คนเป็นหมาขี้แพ้กระนั้นหรือ ไม่กล้าสู้ใคร ไม่ติเตียนใคร   คิดกันอย่างนี้ทุกคน นานวันเข้ามีแต่ความเสื่อมเท่านั้น  ซ้ำร้ายทุกวันนี้ก็เห็นอยุ่แล้วว่า การดูใจ ไม่คิดต่อสู้กับความชั่วร้ายหรือหลงผิดนั้น  มีแต่เพิ่มพูลโจรผู้ร้าย เพราะคนดีนั้น 'อ่อนแอ'


ทั้งนี้ขอยก พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ห้วขึ้นมาให้พิจารณาดังนี้


"ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ..ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด
การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี
หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดี
ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อคววามเดือดร้อนวุ่นวาย" ...'พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ในพิธีเปิดงานลูกเสือแห่งชาติ ณ.ค่ายลูกเสือวชิราวุธ11/12/2512'



สมดังพุทธพจน์ ที่จะนำมาแสดงดังนี้ว่า


สังคมเลว เพราะคนดีอ่อนแอ
-บาลี ทุก. อํ. ๒๐/๘๗/๒๘๔.
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยใด พวกโจรมีกำลัง สมัยนั้นพระราชาย่อมเสื่อมกำลัง คราวนั้นทั้งพระราชาเองก็หมดความผาสุกที่จะเข้าใน ออกนอก หรือจะออกคำสั่งไปยังชนบท ชายแดน ถึงแม้พวกพราหมณ์ และคหบดีก็หมดความสะดวกที่จะเข้าใน ออกนอก หรือที่จะอำนวยการงานนอกเมือง ข้อนี้ฉันใด.
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยใด พวกภิกษุเลวทรามมีกำลัง สมัยนั้น
 หมู่ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักย่อมเสื่อมกำลัง คราวนั้น หมู่ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก จำต้องเป็นผู้นิ่ง เงียบเชียบอยู่ในท่ามกลางสงฆ์ หรือถึงกับต้องไปอยู่ตามชนบทชายแดน ฉันนั้นเหมือนกัน.
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ย่อมไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่มหาชนทั้งหลาย ไม่เป็นไปเพื่อความสุข เป็นความเสียหายแก่มหาชนเป็นอันมาก และไม่เป็นไปเพื่อความเกื้อกูล เพื่อความทุกข์ทั้งแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย.
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยใด พระราชามีกำลัง สมัยนั้น พวกโจรย่อมเสื่อมกำลัง คราวนั้น ทั้งพระราชาเอง ก็มีความผาสุกที่จะเข้าใน ออกนอก หรือจะออกคำสั่งไปยังชนบท ชายแดน ถึงแม้พวกพราหมณ์ และคหบดีก็มีความสะดวกที่จะเข้าใน ออกนอก หรือที่จะอำนวยการงานนอกเมือง ข้อนี้ฉันใด.
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยใด ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักมีกำลัง สมัยนั้น พวกภิกษุเลวทรามย่อมเสื่อมกำลัง คราวนั้น พวกภิกษุเลวทราม จำต้องเป็นผู้นิ่ง เงียบเชียบ อยู่ในท่ามกลางสงฆ์ หรือเป็นพวกที่ต้องหล่นไปเอง ฉันนั้นเหมือนกัน.
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่มหาชนทั้งหลาย ให้มหาชนมีความสุข เป็นความเจริญแก่มหาชนเป็นอันมาก และเป็นไปเพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุขทั้งแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย.

พบเห็นแล้วในปัจจุบันนี้ เพราะพวกท่านเหล่านั้นที่ชอบ ไล่คนอื่นไป 'ดูใจ' ใช่หรือไม่ ทำให้บ้านเมืองมีแต่ ผ้าเหลือง หรือ อลัชชี ที่ประพฤติพฤติกรรมโฉดชั่ว แบบไม่แคร์ญาติโยมแต่อย่างใด  เพราะคนดีชอบ 'ขัดขากันเอง' นั่นแล คือความเสื่อมของศาสนาอย่างแท้จริง

พุทธศาสนาของพระผู้มีพระภาค ไม่มีใครสามารถทำอันตรายได้ เว้นเสียแต่ว่า พุทธบริษัท ชอบขัดขากันเอง แทนที่จะประนามคนชั่ว กลับชอบแขวะคนดีกันเอง

พิจารณาโดยหัดใช้เซลล์สมองดูเองเถิด